ประวัติความเป็นมา

สำนักเรียนวัดพระบาทมิ่งเมืองวรวิหาร จังหวัดแพร่ เป็นศูนย์กลางการศึกษาของพระภิกษุสามเณรที่มีความเจริญรุ่งเรืองทั้งด้านพระปริยัติธรรมแผนกธรรม แผนกบาลี และการศึกษาสมัยใหม่ คือฝ่ายสามัญศึกษา เพื่อให้พระภิกษุสามเณรมีความรู้ความสามารถ มีโลกทัศน์ที่กว้างไกลต่อสภาวการณ์ และเหตุการณ์ที่เปลี่ยนแปลงของโลก คือให้มีความรู้ทั้งทางธรรมและทางโลกควบคู่กันไป ทางธรรมนั้นได้สนับสนุนส่งเสริมพระภิกษุสามเณรได้ศึกษาทั้งแผนกธรรมและบาลี ในส่วนของทางโลกหรือสามัญศึกษานั้นได้ดำเนินการขออนุมัติจัดตั้ง และทางกระทรวงศึกษาธิการ ได้อนุญาตให้จัดตั้งโรงเรียนพระปริยัติธรรมแผนกสามัญศึกษาในระดับมัธยมศึกษาตอนต้นตามใบอนุญาตที่ ๖๑/๒๕๑๗ เมื่อวันที่ ๔ มีนาคม ๒๕๑๗ โดยมีพระราชรัตนมุนี    (สุจี กตสาโร) รองเจ้าคณะภาค ๖ เป็นผู้จัดการ (ปัจจุบัน: พระมหาโพธิวงศาจารย์) และพระครูปลัดปั๋น สิกฺขาสโภ (พระราชปริยัตยาภรณ์ : อดีตเจ้าคณะจังหวัดแพร่) เป็นครูใหญ่ต่อมาในปีพุทธศักราช ๒๕๒๖  ทางสำนักเรียนได้ดำเนินการขออนุญาตเปิดสอนระดับมัธยมศึกษาตอนปลายหลังจากจบมัธยมศึกษาตอนปลายแล้วก็มีปัญหาที่ติดตามมา ก็คือไม่มีสถาบันการศึกษาระดับอุดมศึกษาไว้รองรับพระภิกษุสามเณรที่อยู่ในส่วนภูมิภาค  แม้ว่าจะดิ้นรนขวนขวายเพื่อที่จะเข้าไปศึกษาต่อในสถาบันการศึกษาในระดับอุดมศึกษาที่กรุงเทพฯ คือที่มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัยในพระบรมราชูปถัมภ์ วัดมหาธาตุ ก็ขัดข้องด้วยปัจจัยหลายประการ เช่น ที่อยู่อาศัย โดยเฉพาะอย่างยิ่งวัดในกรุงเทพฯ นั้นหาวัดอยู่ยากมาก หากไม่มีเส้นมีสาย หรือรู้จักใครเป็นการส่วนตัวก็เป็นการยากที่จะได้อยู่วัดในกรุงเทพฯ หากจะสิกขาลาเพศออกไปเรียนในสถาบันการศึกษาข้างนอก บางครั้งก็ยังติดขัดในเรื่องของเงินทุนหรืออีกกรณีหนึ่งสามารถเข้าไปศึกษาในส่วนกลาง หรือมีเงินทุนสามารถที่จะออกไปศึกษาต่อในสถาบันข้างนอกได้ก็จะทำให้เกิดสภาวะสมองไหล  เมื่อเป็นเช่นนี้ ทำอย่างไรจึงจะหยุดสภาวะแบบนี้ของคณะสงฆ์ในจังหวัดแพร่ และในจังหวัดที่ใกล้เคียงได้ พระเทพวิริยาภรณ์ (สุจี กตสาโร) รองเจ้าคณะภาค ๖ พระราชรัตนมุนี (รส ) (วัดหนองม่วงไข่)  เจ้าคณะจังหวัดแพร่ และพระโสภณปริยัติธรรม (ปั๋น สิกฺขาสโภ)   รองเจ้าคณะจังหวัดแพร่ สมัยนั้น  ได้ปรารภถึงปัญหาดังกล่าวข้างต้น  จึงได้ประชุมปรึกษากันเพื่อหาแนวทางในการจัดตั้งวิทยาเขตขึ้น ในวันที่ ๘ สิงหาคม ๒๕๒๙ โดยความร่วมมือของทุกฝ่าย คือ  ทั้งฝ่ายบรรพชิต และฝ่ายคฤหัสถ์  ฝ่ายบรรพชิตมีเจ้าคณะจังหวัดแพร่ เจ้าคณะจังหวัดน่าน เจ้าคณะจังหวัดพะเยา เจ้าคณะจังหวัดเชียงราย เจ้าคณะจังหวัดลำปาง เจ้าคณะจังหวัดอุตรดิตถ์ เจ้าคณะจังหวัดสุโขทัยรวมทั้งเจ้าคณะพระสังฆาธิการทุกระดับขั้นในเขตภาค ๕, ๖  ฝ่ายคฤหัสถ์ก็มีท่านผู้ว่าราชการจังหวัดแพร่  รองผู้ว่าราชการจังหวัดแพร่ ศึกษาธิการจังหวัดแพร่ ผู้อำนวยการโรงเรียนพิริยาลัย ผู้อำนวยการโรงเรียนนารีรัตน์ และคณะศึกษานิเทศก์ นายอำเภอทุกอำเภอในจังหวัดแพร่ ต่างก็ให้ความสนับสนุนเป็นชอบในการจัดตั้งวิทยาเขตขึ้น ณ วัดพระบาทมิ่งเมืองวรวิหาร อำเภอเมืองแพร่ จังหวัดแพร่ จึงได้เสนอเรื่องเข้าสู่สภามหาวิทยาลัย มหาจุฬาฯ กรุงเทพฯ สภามหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย ในพระบรมราชูปถัมภ์ ได้ประชุมสภามหาวิทยาลัยครั้งที่ ๑/๒๕๓๐  เมื่อวันที่  ๑๐  มกราคม  ๒๕๓๐  มีมติให้จัดตั้งวิทยาเขตแพร่ขึ้น โดยมีชื่อเต็มว่า “มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย ในพระบรมราชูปถัมภ์ วิทยาเขตแพร่” เปิดสอน “คณะครุศาสตร์” โดยมีพระเทพวิริยาภรณ์  (สุจี กตสาโร) เป็นรองอธิการบดี รูปแรก พระโสภณปริยัติธรรม เป็นผู้ช่วยอธิการบดีฝ่ายบริหาร พระเมธีวราภรณ์ เป็นผู้ช่วยอธิการบดีฝ่ายวิชาการ พระครูโสภณธวัชชัย เป็นผู้ช่วยอธิการบดีฝ่ายกิจการนิสิต พระสุนทรธรรมาภรณ์ เป็นผู้ช่วยอธิการบดีฝ่ายประชาสัมพันธ์ พระครูโสภณคุณาภรณ์  เป็นคณบดีคณะครุศาสตร์ พระครูมุนินทรธรรมานุวัตร เป็นรองคณบดี และพระครูพิบูลธรรมภาณ เป็นเลขานุการถึงแม้ว่าในปี พ.ศ. ๒๕๓๕ คณะกรรมการการศึกษาของสงฆ์ ซึ่งมีสมเด็จพระสังฆราชทรงเป็นประธาน ได้ออกระเบียบคณะกรรมการการศึกษาของสงฆ์ว่า ด้วยการจัดการศึกษา มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย พ.ศ. ๒๕๓๕  โดยมหาวิทยาลัยสามารถจัดการศึกษาและการบริหารให้เป็นไปตามระบบสากล  แม้จะมี พ.ร.บ.กำหนดวิทยฐานะของผู้สำเร็จวิชาการพระพุทธศาสนา พ.ศ.๒๕๒ แล้วก็ตามก็ยังไม่มีการรับรองสถานภาพความเป็นนิติบุคคลของมหาวิทยาลัยเหมือนมหาวิทยาลัยทั่วไป จึงทำให้ไม่สามารถขยายการจัดการศึกษาในระดับปริญญาโทและปริญญาเอก ตามวัตถุประสงค์และนโยบายของมหาวิทยาลัยได้

ดังนั้น จึงมีความพยายามในการผลักดันให้มีการดำเนินการตรากฎหมายหรือพระราชบัญญัติมหาวิทยาลัยเป็นการเฉพาะ โดยใช้เวลาในการดำเนินการเป็นเวลานานถึง ๕๐ ปี จนกระทั่ง พ.ศ. ๒๕๔๐ รัฐบาล โดยการนำของฯพณฯ พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ  ได้เสนอให้รัฐสภาตราพระราชบัญญัติมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย โดยพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดชมหาราช ได้ทรงลงพระปรมาภิไธย เมื่อวันที่  ๒๑  กันยายน พ.ศ. ๒๕๔๐  และประกาศใช้ในราชกิจจานุเบกษา  เมื่อวันที่  ๑ ตุลาคม ๒๕๔๐  ส่งผลให้มหาวิทยาลัย มีพระราชบัญญัติรับรองสถานภาพเป็นมหาวิทยาลัยของรัฐในกำกับของรัฐบาลเป็นนิติบุคคล เน้นการจัดการศึกษาวิชาการด้านพระพุทธศาสนาเป็นหลัก จึงทำให้การศึกษาของมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย วิทยาเขตแพร่ เจริญก้าวหน้าเป็นอย่างมาก และในอนาคตวิทยาเขตแพร่จะพัฒนาการศึกษาให้เจริญก้าวไกลยิ่ง ๆ ขึ้นไปอีก เพื่อสนองความต้องการของพระภิกษุสามเณรและประชาชนผู้ที่สนใจในส่วนภูมิภาคแถบนี้อย่างเต็มที่

ในปัจจุบัน ทางมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย วิทยาเขตแพร่ มีชื่อใหม่  ตามพระราชบัญญัติของมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย โดยมีชื่อเต็มว่า “มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย วิทยาเขตแพร่”